ธปท.ฟ้องดำเนินคดี เพย์ออล ฯ ของ “ฟิล์ม รัฐภูมิ” ทำอี-มันนี่เถื่อน

รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

เปิดผยว่า ธปท.ได้กล่าวโทษบริษัท เพย์ออล กรุ๊ป จำกัด ผู้ให้ บริการแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือภายใต้ชื่อ “PayAll”ต่อ กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เนื่องจากทำธุรกิจ การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-มันนี่(E-money) โดยไม่ได้รับอนุญาตจากธปท. โดยกระบวนการหลังจากนี้ทางตำรวจจะต้องสืบสวนและเอาผิดกับทางกรรมการและผู้บริหารของบริษัท

สำหรับบทลงโทษตามกฎหมายหรือกรณีที่มีผู้ประกอบธุรกิจที่เข้าข่ายให้บริการกับอีมันนี่โดยไม่ได้รับอนุญาตมีโทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกิน 200,000 บาทหรือทั้งจำและปรับ

ทั้งนี้ข้อมูลจากเว็บไซต์ www.payallgroup.com พบว่า มีนายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ หรือ ฟิล์ม เป็นประธานบริษัท(President)

สำหรับการดำเนินการทางกฎหมายครั้งนี้ ในรายละเอียดคือ ด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ตรวจพบว่า บริษัท เพย์ออล กรุ๊ป จำกัด (บริษัท) ให้บริการแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือภายใต้ชื่อ “PayAll” โดยให้ผู้ใช้บริการสมัครเป็นสมาชิกในแอปพลิเคชัน และเติมเงินล่วงหน้าเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์เพื่อนำ e-Money ดังกล่าวไปใช้ในการชำระค่าสินค้าหรือบริการจากร้านค้าต่าง ๆ ที่กำหนด

ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้บริการ e-Money อันเข้าข่ายเป็นการประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์พ.ศ. 2544 ประกอบพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์พ.ศ. 2551 (พ.ร.ฎ. e-Payment) และประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ประกอบประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 58 (การประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์) ซึ่งเป็นความผิดและมีโทษตามกฎหมายดังกล่าว

ธปท. ในฐานะผู้ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ตาม พ.ร.ฎ.e-Payment และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามประกาศกระทรวงการคลังข้างต้น ให้ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีกับบริษัท เพย์ออล กรุ๊ป จำกัด และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 ธปท. ได้ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในความผิดตามกฎหมายดังกล่าว

ธปท. ขอเรียนว่าการประกอบธุรกิจให้บริการ e-Money เป็นธุรกิจที่มีการรับเงินล่วงหน้าจากประชาชนทั่วไปในวงกว้าง จึงต้องได้รับอนุญาตจากทางการก่อนเริ่มประกอบธุรกิจ กฎหมายจึงกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจดังกล่าวต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดและที่สำคัญมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้ใช้บริการ เช่น

– ต้องมีทุนจดทะเบียนและเรียกชำระแล้วตามที่กำหนด และดำรงฐานะทางการเงินและสภาพคล่อง เพื่อให้บริการ e-Money ได้อย่างต่อเนื่อง และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ใช้บริการ
– ต้องมีการเก็บรักษาเงินของผู้ใช้บริการที่เติมเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์อย่างรัดกุม โดยต้องฝากไว้ที่สถาบันการเงิน และแยกบัญชีไว้ต่างหากจากเงินทุนหมุนเวียนที่ใช้ดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบธุรกิจ
– ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การคุ้มครองผู้บริโภค เช่น การรักษาความลับของข้อมูลผู้ใช้บริการ การคืนเงินให้ผู้ใช้บริการภายในระยะเวลาที่กำหนด และการแก้ไขข้อร้องเรียน เป็นต้น

การเงิน.jpg4

ธปท. ขอแนะนำให้ประชาชน ร้านค้า และสถานประกอบการ เลือกใช้บริการ e-Money จากผู้ประกอบธุรกิจให้บริการ e-Money ที่ได้รับอนุญาตจากทางการเท่านั้น รวมทั้งควรศึกษาเงื่อนไขของการใช้บริการและดำเนินการเพื่อรักษาสิทธิของตนเอง โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบธุรกิจให้บริการ e-Money ที่ได้รับอนุญาตและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของทางการได้จากรายชื่อที่แนบมาพร้อมนี้ และเว็บไซต์ของ ธปท. หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน หมายเลขโทรศัพท์ 1213 หรือ E-mail: e-PaymentSupervisionandExaminationDivision@bot.or.th ทั้งนี้ หากประชาชนพบว่ามีผู้ประกอบธุรกิจให้บริการ e-Money โดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้แจ้ง ธปท. ทราบได้ตามช่องทางข้างต้น

อ่านข่าวเพิ่มเติม : กนง.ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% หมดยุค Globalization แล้ว

กนง.ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% หมดยุค Globalization แล้ว

กนง.ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% หมดยุค Globalization แล้ว

การเงิน

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์ให้ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 จากร้อยละ 0.75 เป็นร้อยละ 1.00 ต่อปี โดยมีผลทันที เมื่อวันพุธที่ 28 กันยายน สวนทางกับนักวิเคราะห์ที่คาดว่า กนง.จะมีมติไม่เอกฉันท์ขึ้นดอกเบี้ยร้อยละ 0.25

กนง. ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่มีความเสี่ยงจากเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น จึงเห็นควรให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไปเข้าสู่ระดับที่เหมาะสมกับการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว ในกรณีที่แนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในระยะข้างหน้าเปลี่ยนไปจากที่ประเมินไว้ กนง. พร้อมที่จะปรับขนาดและเงื่อนเวลาการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ให้เหมาะสมต่อไป

กนง. เห็นว่า แม้เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว จะส่งผลต่อภาคการส่งออก แต่ไม่ได้กระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวม เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นแรงส่งสำคัญ โดยคาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้จะเข้ามา 9.5 ล้านคน คิดเป็น 24% ของปี 62 ปี 2566 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามา 21 ล้านคน คิดเป็น 53% ของปี 62 กนง.จึงประเมินว่า เศรษฐกิจปี 2565 จะขยายตัวได้ร้อยละ 3.3 และปี 2566 ขยายตัวได้ร้อยละ 3.8 ในขณะที่ ธนาคารโลก ก็ปรับเพิ่มจีดีพีไทยปีนี้จาก 2.9% เป็น 3.1% ปี 2566 ขยายตัวเพิ่ม 4.1% สูงกว่าคาดการณ์ของ กนง.